Categories
บทความ

สร้างบ้านและอาคารด้วยพรีคาสท์คอนกรีตดีหรือไม่?

สร้างบ้านและอาคารด้วยพรีคาสท์คอนกรีตดีหรือไม่?

พรีคาสท์คอนกรีต เป็นวัสดุก่อสร้าง ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าสามารถ สร้างเสร็จได้เร็ว บ้านคุณภาพสูง ประหยัด รวดเร็ว คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปเป็นอย่างดี  แต่จะให้เลือกใช้พรีคาสท์สร้างบ้านทั้งหลัง หรือสร้างผนัง ผู้สร้างบ้านหลายท่านก็อาจจะยังไม่มั่นใจนัก บทความนี้เราจึงจะมาพูดกันถึงข้อดี และข้อจำกัดของการสร้างบ้านด้วยคอนกรีตสำเร็จรูป เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านด้วยพรีคาสท์คอนกรีตดีหรือไม่ ? 

สร้างบ้านและอาคารด้วยพรีคาสท์คอนกรีตดีหรือไม่?

สร้างบ้านและอาคารด้วยพรีคาสท์คอนกรีตดีหรือไม่?

แน่นอนว่าการจะสร้างบ้านด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูปหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ข้อกำหนดเฉพาะของโครงการ งบประมาณ ระยะเวลา ซึ่งบ้านที่สร้างด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นก็ตอบโจทย์ผู้สร้างบ้านยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืน และความคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง เพราะพรีคาสท์คอนกรีตนั้นเป็นนวัตกรรมจากแนวคิดพื้นฐานสำคัญในการก่อสร้าง คือ ความยั่งยืน (Sustainability) และความคุ้มค่า (Efficiency)  และถูกผลิตภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมมาตรฐานจากโรงงานที่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน คุณภาพจึงสูง ทนต่อการรั่วซึม ทนต่อไฟ ชิ้นงานพรีคาสท์คอนกรีตที่ใช้ในส่วนต่างๆ ของบ้านจึงมีมาตรฐานเท่ากันทุกชิ้น

การสร้างบ้านและอาคารด้วยพรีคาสท์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
– การก่อสร้างแบบ Fully Precast คือ การสร้างบ้านและอาคารด้วยพรีคาสท์คอนกรีตทั้งหมด
– การก่อสร้างแบบ Fully Precast for Low-rise Building สำหรับงานอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนต์ที่มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้น   
– Precast Façade ระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป สำหรับทำผนังอาคารภายนอก ที่ทำให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ไม่จำกัดเพียงรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป

3 ข้อดี และ ข้อเสีย หลักของพรีคาสท์คอนกรีต

3 ข้อดีหลักของพรีคาสท์คอนกรีต

1. แข็งแรง ทนทาน

บ้านที่สร้างจากคอนกรีตสำเร็จรูปนั้นแข็งแรง ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ รองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวและอุบัติภัยทางธรรมชาติ เช่น อัคคีภัย หรืออุทกภัย นอกจากนี้พรีคาสท์คอนกรีต ยังเพิ่มการรับน้ำหนักมากกว่าอิฐมอญธรรมดาอีกด้วย โดยเฉพาะบ้านแบบ Fully Precast จะเป็นบ้านแบบไร้เสา ไร้คาน ลดการติดตั้งเสา จึงเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในตัวบ้าน และอาคารได้ และมีค่าความเป็นฉนวนสูง มีคุณสมบัติที่ทนไฟ ทนความร้อน มากกว่ากำแพงก่ออิฐจึงสามารถป้องกันความร้อนจากภายนอกได้ดี

2. คุณภาพสม่ำเสมอ

มั่นใจได้เลยว่าชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จเสริมเหล็กแบบพรีคาสท์จะมีรูปแบบ คุณภาพสม่ำเสมอ ส่งผลให้ได้ชิ้นงานที่คุณภาพสูงไม่มีตำหนิ และตรงตามข้อกำหนดที่กำหนดตามที่ผู้สร้างบ้านต้องการ เพราะชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปผลิตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม สะดวกต่อการนำไปใช้งาน โดยไม่ต้องเสียเวลาตกแต่งพื้นผิว  หรือเก็บรายละเอียดด้วยผู้เชี่ยวชาญเหมือนการก่อสร้างด้วยอิฐแบบดั้งเดิม

3. ลดต้นทุน

โดยเฉพาะกับการสร้างบ้านและอาคารระบบ Fully Precast ทำให้กระบวนการก่อสร้างเป็นเรื่องง่ายขึ้น อัตราความเร็วของการติดตั้งผนังบ้านพรีคาสท์คอนกรีตที่มาจากผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์อาจย่นระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างได้มาก ถึงขนาดสามารถสร้างบ้าน 1 หลัง ได้ 1-2 วันได้เลย จึงช่วยประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างทั้งในแง่ของเวลา ค่าแรง ค่าวัสดุ และค่าขนย้าย และบ้านก็เสร็จอย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพอีกด้วย

3 ข้อเสียหลักของพรีคาสท์คอนกรีต

1.ต่อเติมและดัดแปลงได้ยาก

การดัดแปลง แก้ไขพรีคาสท์คอนกรีตถือเป็นเรื่องยาก เพราะโครงสร้างมีการเสริมเหล็กเข้าไปทำให้ ยากต่อการดัดแปลงทั้งระหว่างก่อสร้าง และหลังก่อสร้าง สำหรับท่านใดที่ต้องการซื้อบ้าน แล้วต้องการดัดแปลงบ้านเยอะ เช่น เจาะหน้าต่าง เจาะผนัง เจาะประตูหลายๆ จุด อาจจะต้องเลือกบ้านที่ก่อสร้างด้วยวัสดุชนิดอื่นแทน

2.ระบายอากาศไม่ค่อยดี

ด้วยความที่วัสดุของคอนกรีตเสริมเหล็กที่ออกแบบให้กันลมเข้า จึงมีความทึบตันมากกว่าอิฐมอญแบบดั้งเดิม โดยทั่วไปแล้ว พรีคาสท์คอนกรีตเป็นชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นด้วยความแม่นยำสูงสุด ต้องมีความคลาดเคลื่อนให้น้อยที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวในสถานที่หน้างานอย่างไม่มีปัญหา

3.การขนส่ง

พรีคาสท์คอนกรีตเป็นวัสดุที่มีน้ำหนัก และขนาดที่ใหญ่ การขนย้ายพรีคาสท์คอนกรีตจากโรงงานไปยังหน้างานต้องยึดพรีคาสท์คอนกรีตกับรถบรรทุกไปอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการขนส่ง การขนส่งจึงเป็นเรื่องยาก ต้องใช้รถยก รถบรรทุก หรือรถพ่วงขนาดใหญ่ ดังนั้นการเลือกใช้พรีคาสท์คอนกรีตใดๆ ก็ควรมาจากบริษัทจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์และมีมาตรฐานสูง ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด และเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการผลิต และมีการจัดการจัดส่ง ก็จะลดปัญหาข้อนี้ไปได้

เป็นข้อเท็จจริงว่า การสร้างบ้านด้วยคอนกรีตสำเร็จรูปทำให้บ้านมีคุณภาพสูง ทนทาน และมีความยั่งยืน คุ้มค่า ค่าซ่อมบำรุงน้อยเมื่อเทียบกับวัสดุทั่วไป ทั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ ต้องพิจารณาข้อกำหนดเฉพาะของบ้านของเราว่าเหมาะกับพรีคาสท์หรือไม่ และอย่าลืมลองปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้าง เพื่อพิจารณาว่าวัสดุพรีคาสท์นั้นเหมาะกับบ้านในฝัน และความต้องการของเราหรือไม่ด้วยอีกทาง

Categories
บทความ

รู้ทุกประเภทของกระเบื้อง ต้องใช้แบบไหนถึงเหมาะกับบ้านเรา

รู้ทุกประเภทของกระเบื้อง ต้องใช้แบบไหนถึงเหมาะกับบ้านเรา

ถ้าหากจะพูดถึงตัวเลือกยอดนิยมในการแต่งพื้น และผนังของบ้านหลายหลัง ต้องเป็น “กระเบื้อง” อย่างแน่นอน เพราะสร้างมาจากวัสดุหลากหลาย แล้วยังมีสี ลวดลาย รูปร่าง และขนาดอีกมากมายให้เลือกสรร เหมาะสำหรับการใช้งานทุกความต้องการ  อย่างไรก็ตาม การเลือกกระเบื้องที่เหมาะกับความต้องการของผู้สร้างบ้านอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวล หากไม่รู้ว่ากระเบื้องแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร  และหลายคนคงจะเจอปัญหาว่าจะเลือกกระเบื้องประเภทไหนดีนะ โดยบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักทุกประเภทของกระเบื้องที่ใช้สร้างบ้าน ผู้อ่านทุกท่านจะได้ทราบกันว่าต้องใช้แบบไหนถึงเหมาะกับบ้านเรา

รู้ทุกประเภทของกระเบื้อง ต้องใช้แบบไหนถึงเหมาะกับบ้านเรา

ว่าด้วยเรื่องของประเภทของกระเบื้อง

เมื่อต้องเลือกกระเบื้องมาแต่งบ้าน หลายคนคงจะเจอปัญหาว่าจะเลือกกระเบื้องแบบไหนดี แล้ว กระเบื้องนี้มีกี่แบบกันนะ จะได้เลือกให้ถูกต้อง ไม่เสียเงินหลายรอบ โดยกระเบื้องที่นิยมใช้ทั่วไปในการปูพื้นหรือผนังจะมีอยู่ 7 ประเภท ได้แก่ 1.กระเบื้องดินเผา 2.กระเบื้องเซรามิก 3.กระเบื้องพอร์ซเลน 4.กระเบื้องแกรนิตโต้ 5.กระเบื้องแก้ว 6.กระเบื้องโมเสก และ 7.กระเบื้องหินอ่อน  ในบ้านหลังหนึ่งๆ ก็อาจเห็นได้ว่ามีการใช้กระเบื้องหลายชนิดด้วยกัน โดยแต่ละแบบก็มีจุดเด่นและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้งานที่แตกต่าง ดังนี้

1.1.     กระเบื้องดินเผา

กระเบื้องดินเผา เป็นวัสดุก่อสร้างที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยทีเดียว เพราะกระเบื้องดินเผา เป็นกระเบื้องแบบโบราณ ผลิตจากดินเหนียวผสมน้ำ โดยนวดให้เข้ากันแล้วนำมาขึ้นรูปโดยการเผาไฟ เพื่อให้ได้กระเบื้องที่แข็งแรง ส่วนใหญ่มักจะได้รับความนิยม และนำมาใช้ในงานหลังคา อย่างเช่น เรือนไทย หรือวัด เป็นต้น โดยผ่านการเคลือบน้ำยาหรือไม่เคลือบก็ได้ 

ปัจจุบันกระเบื้องดินเผามีรูปแบบที่หลากหลาย พร้อมทั้งเคลือบสีให้มีความสวยงาม แบบพื้นผิวธรรมชาติ และพื้นผิวเคลือบเงาสวยงามคุณสมบัติ ควรเลือกใช้ในพื้นที่ ที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก สามารถปูพื้นภายในบ้านได้ ปูพื้นระเบียงก็ให้ความรู้สึกกลมกลืนไปกับธรรมชาติ แต่ไม่ควรใช้บริเวณพื้นห้องน้ำที่เป็นส่วนเปียกน้ำ เนื่องจากกระเบื้องดินเผา เป็นวัสดุมีการดูดซึมน้ำสูง อาจทำให้กระเบื้องหลุดล่อนได้ง่าย การเลือกใช้งานพื้น ควรเลือกรุ่นที่ทางผู้ผลิตระบุไว้สำหรับปูพื้นเท่านั้น

1.2.     กระเบื้องเซรามิก

กระเบื้องเซรามิก คือ กระเบื้องดินเผาที่นำมาเคลือบผิวหน้าจนเกิดความมันวาว นิยมนำมาตกแต่งเป็นผนังบ้านมากกว่า เพราะกระเบื้องเซรามิกนั้นไม่มีความแข็งแรงมากพอที่จะใช้รองรับหนักมาปูพื้น อีกทั้งการเคลือบผิวกระเบื้องให้มันวาว อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัย แต่จะนิยมใช้กระเบื้องเคลือบประดับห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่น เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วจะไม่นิยมนำมาปูพื้นบ้าน โดยกระเบื้องนี้จะใช้วัสดุธรรมชาติในการผลิต เช่นเดียวกับกระเบื้องดินเผา จะไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ทำความสะอาดง่าย เพียงแค่ใช้น้ำยาทำความสะอาดกระเบื้องปกติทั่วไป หรือจะใช้ผ้าชุบน้ำเปล่าเช็ดก็ได้ กระเบื้องเซรามิกทำความสะอาดง่ายและทนทานต่อคราบ รอยขีดข่วน และน้ำ

1.3.     กระเบื้องพอร์ซเลน

กระเบื้องพอร์ซเลน เป็นกระเบื้องเซรามิก ประเภทหนึ่งที่ทำจากส่วนผสมของดินเหนียว เฟลด์สปาร์ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ นำมาเผาที่อุณหภูมิสูงถึง 1,500 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้วัสดุหนาแน่น และทนทานกว่าวัสดุทั่วไป

ข้อดีของกระเบื้องพอร์ซเลนคือความแข็งแรง และความทนทาน ทนต่อการสึกหรอ รอยเปื้อน คราบสกปรก และรอยขีดข่วน อีกทั้งยังทำความสะอาดและบำรุงรักษาได้ง่ายมาก รองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่เปียกชื้น หรือนำกระเบื้องนี้ไปปูพื้นในบริเวณที่มีการใช้งานที่ต้องรองรับน้ำหนักได้ เช่น ปูพื้นบ้าน ทางเดิน หรือทำเป็นบันไดที่มีผู้คนเดินผ่าน

นอกจากนี้ยังสามารถนำกระเบื้องพอร์ซเลนสามารถไปใช้ปูด้านนอกอาคารได้ แต่เนื้อกระเบื้องจะมีรูพรุนน้อย เพราะมีค่าอัตราการดูดซึมน้ำเพียง 0.05% ดังนั้นเมื่อวัสดุโดนน้ำ หรือเปียกน้ำ แล้วจะไม่ลื่น แต่ก็ต้องระวังการเปียกชื้น และกระเบื้องพอร์ซเลนที่มี 2 ชั้น (layers) เมื่อพื้นผิวเสียหายจนลึกลงไปถึงชั้นผิวกระเบื้องด้านใน อาจเกิดเป็นจะทำให้มองเห็นสีของเนื้อกระเบื้องที่แตกต่างจากพื้นผิวด้านบนอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งกระเบื้องพอร์ซเลน ยังมีราคาสูงที่สุดในบรรดากระเบื้องทุกประเภทอีกด้วย

1.4      กระเบื้องแกรนิตโต้

กระเบื้องแกรนิตโต้ (Granito Tile) หรือกระเบื้อง Terrazzo  คือ กระเบื้องเซรามิกที่มีส่วนผสมของผงหินแกรนิตในเนื้อกระเบื้อง แล้วนำไปผ่านการเผาด้วยความร้อนสูง  จึงเป็นที่มาของชื่อ “แกรนิตโต้” เนื้อกระเบื้องแกรนิตโต้จะมีความแข็งคล้ายหินแกรนิต จึงได้แผ่นกระเบื้องที่อัดแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน กระเบื้องแกรนิตโต้ประกอบไปด้วย ผิวเงา ผิวกึ่งเงา และผิวด้าน ซึ่งสามารถนำไปปูได้ทั้งพื้นและผนังทั้งภายใน และภายนอก

ข้อดีของแกรนิตโต้ คือ ทนทานต่อรอยขีดข่วน มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำเพียง <0.1% รวมทั้งยังสามารถรับน้ำหนักได้มาก เช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก กระเบื้องชนิดนี้จะมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย กระเบื้องแกรนิตโต้เป็นกระเบื้องที่มีน้ำหนักเบากว่าหินแกรนิตตามธรรมชาติทั่วไป ผิวหน้ากระเบื้องกับเนื้อด้านในจะมีสีเดียวกันจึงตัดแบ่งได้

กระเบื้องชนิดนี้มีราคาถูก หาซื้อง่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป  และมีลวดลายให้เลือกหลายแบบ นอกจากลายหินแกรนิตแล้ว กระเบื้องแกรนิตโต้ยังมีลวดลายให้อีกหลายแบบทั้งหินอ่อน หินขัด กระเบื้องลายไม้ และสีพื้นทั่วไป จึงเหมาะสำหรับทุกการตกแต่ง

1.5      กระเบื้องแก้ว

กระเบื้องแก้วเกิดจากการนำชิ้นแก้วมาขึ้นรูปเป็นแผ่นกระเบื้อง ลักษณะของกระเบื้องแก้วคล้ายคลึงกับกระเบื้องโมเสก แต่จะมีความมันวาวมากกว่า สามารถทำจากแก้วประเภทต่างๆ รวมถึงกระจกรีไซเคิล กระจกสี และกระจกเงา กระเบื้องชนิดนี้มีลวดลายสวยงาม ลักษณะมันวาว โปร่งแสง สีสัน และบางประเภทมีความโปร่งแสง วัสดุนี้จึงเหมาะกับการนำไปใช้ตกแต่ง หรือใช้ปูในพื้นที่แคบ เนื้องจากราคาสูง รวมทั้งกระเบื้องแก้วจะชิ้นเล็ก ปูได้ยาก และราคาค่อนข้าง อย่างไรก็ตามกระเบื้องแก้วนั้นไม่เหมาะกับการนำไปปูพื้น เพราะตัวกระเบื้องรับน้ำหนักได้ไม่เยอะ 

1.6      กระเบื้องโมเสก

กระเบื้องโมเสก หรือโมเสกแก้ว เป็นอีกหนึ่งวัสดุปูผนังที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตจากการนำแก้วชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งปกติจะมีขนาดน้อยกว่า 1 นิ้ว ซึ่งนำมาจัดเรียงเป็นลวดลายเพื่อสร้างการออกแบบโมเสก เนื่องจากพื้นผิวกระเบื้องไม่ดูดซึมน้ำ รอยเปื้อน และคราบสกปรกต่างๆ จึงฝังตัวได้ยาก จึงทำความสะอาดได้ง่ายกระเบื้องเหล่านี้มักใช้สำหรับการตกแต่ง หรือ ผนังกันน้ำมัน หรือน้ำกระเด็น (backsplash)  และสามารถจัดเรียงในรูปแบบหรือลวดลายตามต้องการ

ในส่วนของการใช้งาน กระเบื้องโมเสกเหมาะนำมาใช้กับผนังห้องน้ำ และพื้นสระว่ายน้ำ เพราะกระเบื้องชนิดนี้มีความทนต่อกรด ด่าง การกัดกร่อน และสีของกระเบื้องไม่ซีดจาง แม้เวลาผ่านไป

1.7      กระเบื้องหินอ่อน

หินอ่อนเป็นหินที่มีเนื้อแข็งจากธรรมชาติ ถูกนำมาใช้ในวงการก่อสร้าง และออกแบบภายในพื้นที่บ้าน พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งศาสนสถาน รูปปั้น รูปเคารพมานานกว่าหลายศตวรรษ กระเบื้องหินอ่อนเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับปูพื้น ผนัง เคาน์เตอร์ และองค์ประกอบตกแต่งอื่นๆ  ข้อดีสำคัญของกระเบื้องหินอ่อน คือความทนทาน เพราะหินอ่อน เป็นหินธรรมชาติที่แข็ง และทนทาน เมื่อนำกระเบื้องหินอ่อนมาตกแต่ง ก็จะให้บ้าน หรือพื้นที่นั้นๆ สวยงาม มีระดับ ประกอบกับคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างความทนทานไม่กักเก็บความร้อน และปูพื้น หรือผนังในโรงแรม หรืออาคารที่มีสถาปัตยกรรมที่เน้นความหรูหรา

อย่างไรก็ตามกระเบื้องหินอ่อนนั้นเป็นกระเบื้องที่มีราคาสูง น้ำหนักมาก และต้องการการบำรุงรักษาเป็นประจำ ต้องระวังเรื่องรอยขีดข่วน แถมเกิดรอยด่างได้ง่าย ไม่ทนต่อกรด ไม่ทนต่อด่าง เนื่องจากหินอ่อนเป็นหินที่มีรูพรุน จึงสามารถเกิดคราบได้ง่าย สิ่งสำคัญคือต้องทำความสะอาดคราบสกปรก ในทันที รวมทั้งต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีค่า pH เป็นกลาง ซึ่งออกแบบมาสำหรับหินอ่อนโดยเฉพาะ

แน่นอนว่าการเลือกกระเบื้องก็ต้องดูลวดลาย ดีไซน์ที่สวยงาม เพื่อบ้านจะได้ออกมาสวยเป็นสำคัญ แต่ต้องอย่ามองข้าม การเลือกวัสดุที่เหมาะกับการใช้งาน เพราะ การเลือกกระเบื้องที่เหมาะกับความต้องการนั้นจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงจุดประสงค์การใช้งาน สภาพแวดล้อมรอบๆ ขนาด สี รูปร่างของกระเบื้อง ความต้านทานต่อการลื่น และการรับน้ำหนัก  เพื่อทำให้เราสามารถเลือกกระเบื้องที่เหมาะกับบ้านรวมทั้งสร้างพื้นที่ที่สวยงาม และใช้งานได้จริง

Categories
บทความ

ทำความรู้จัก “แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์” วัสดุก่อสร้าง สารพัดประโยชน์

ทำความรู้จัก “แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์” วัสดุก่อสร้าง สารพัดประโยชน์

ไฟเบอร์ซีเมนต์นั้นเป็นวัสดุก่อสร้างอเนกประสงค์ ที่กำลังได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพราะขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ “วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber Cement) ” วัสดุก่อสร้างสารพัดประโยชน์ ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และร่างกายของเรา และอีก 5 เหตุผลที่คุณต้องหันมาใช้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ได้แล้ว

ทำความรู้จัก “แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์”

ไฟเบอร์ซีเมนต์ คืออะไร

ถ้าหากจะพูดถึงวัสดุก่อสร้างที่สมบูรณ์ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการสร้างบ้าน การใช้ “ไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber Cement)” ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับงานต่อเติม งานซ่อมผนัง ผนัง หลังคา ลูกตั้ง ลูกนอนบันได งานพื้น และงานอาคารอื่นๆ นอกจากนี้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์มีทั้งรูปแบบแผ่นที่ใช้กับงานภายใน ที่ทำพื้นผิว ลวดลายให้ใกล้เคียงกับไม้จริง และรุ่นใช้งานภายนอก จะถูกผลิตให้มีรูระบายอากาศที่เหมาะสม แถมยังแข็งแรง ทนทานทุกสภาพอากาศ

ส่วนผสมและกระบวนการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์

ไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นวัสดุซึ่งผลิตจากการผสมปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ ทราย เส้นใยเซลลูโลส โดยเส้นใยก็สามารถเป็นได้ทั้งใยธรรมชาติ หรือใยสังเคราะห์ก็ได้ ส่วนมากมักจะใช้เยื่อไม้หรือไม้ไผ่ เส้นใยเหล่านี้ถูกเพิ่มเข้าไปเพื่อเพิ่มความเหนียว แข็งแรง ความทนทานของผลิตภัณฑ์ และใส่สารเติมแต่งอื่นๆ เช่น ผงสี (Pigment) ที่มีลักษณะเฉพาะเข้าด้วยกัน เทลงในแม่พิมพ์ที่มีรูปร่าง มีขนาดตามต้องการ แล้วทิ้งไว้ให้ส่วนผสมแข็งตัว จากนั้นซีเมนต์ก็จะแข็งตัว และยึดเกาะกับเส้นใย เมื่อวัสดุแข็งแรงตามต้องการ ก็นำมาเข้ากระบวนการอัดไฮดรอลิก และอบด้วยไอน้ำที่ใช้แรงดันและอุณหภูมิสูง รวมทั้งยังสามารถตกแต่งไฟเบอร์ซีเมนต์เพิ่มได้ โดยอาจทำเป็นพื้นผิวเลียนแบบลักษณะของไม้ หรือวัสดุตามธรรมชาติอื่นๆ

แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวจึงถือเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง สามารถทนต่อสภาพอากาศที่รุนแรง สภาวะเปียกชื้น ต้านทานไฟ สามารถใช้งานทดแทนไม้จริงที่เปื่อยผุพังง่ายได้ดี นอกจากนี้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ไม่ต้องซ่อมบำรุงเยอะ ไม่ต้องทำความสะอาดหรือทาสีบ่อย ปลอดภัยจากแมลงต่างๆ อย่าง มด ปลวก มอด เป็นต้น ทำให้เกิดวัสดุผสมที่ทนทาน และแข็งแรง ใช้งานยาวนาน แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นตัวเลือกที่ดีในการใช้งานในพื้นที่ร้อนชื้น ต้านทานไฟ และความร้อนได้เป็นอย่างดี

ไฟเบอร์ซีเมนต์ ใช้งานอะไรได้บ้าง

ส่วนใหญ่แล้วไฟเบอร์ซีเมนต์ จะใช้เป็นไม้เทียม เพื่อเป็นวัสดุทดแทนไม้จริง เช่น พื้นไม้เทียม ระแนงไม้เทียม ไม้เชิงชาย ฝ้าต่างๆ เช่น ฝ้าเพดานฉาบเรียบ ฝ้าชายคาที่มีรูระบายอากาศ ฝ้าปิดผนัง หรือฝ้าปิดเพดาน เพื่อปิดบังสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่น ท่อน้ำ สายไฟ ฉนวนกันความร้อนเพดาน และผนัง โดยความพิเศษของไฟเบอร์ซีเมนต์ คือ สามารถปูทับผนังเดิมได้เลย หรือตั้งโครงผนังขึ้นมาใหม่ตามต้องการก็ได้

งานตกแต่งอื่นๆ เพราะไฟเบอร์ซีเมนต์ ตั้งแต่แรกเริ่ม ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับงานตกแต่งส่วนต่าง ๆ ของบ้านหรืออาคารได้หลายส่วน ทั้งยังได้มีการพัฒนาลวดลายแบบต่าง ๆ ขึ้นมาให้เลือกใช้งานได้มากขึ้น เช่น ลายไม้ ลายตาราง เป็นต้น ทั้งนี้ถึงวัสดุนี้จะปลวกไม่กิน ไม่หด ไม่บิดตัว  แต่ก็ไม่สามารถนำไปใช้เป็นส่วนของโครงสร้างอย่าง คาน ขื่อ แป ได้เหมือนกับการใช้งานไม้เนื้อแข็งตามธรรมชาติ

5 เหตุผลที่คุณต้องใช้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์

การใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นการลงทุนที่ดี สำหรับเจ้าของบ้านและผู้สร้างบ้านที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และทนทาน ไม่ต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง และนี่คือ 5 เหตุผลว่าทำไมต้องใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นวัสดุในการสร้างบ้าน ซ่อมแซม หรือต่อเติม

1.มีความแข็งแรงและทนทาน

เรียกได้ว่าไฟเบอร์ซีเมนต์นั้นเป็นวัสดุก่อสร้างอเนกประสงค์ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในโครงการก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ใดๆ เพราะความขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แม้ว่าฝนจะหนัก แดดจะแรงแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา เพราะผลิตด้วยหลักการเดียวกับคอนกรีตเสริมเหล็ก ไฟเบอร์ซีเมนต์ยังไฟมีอายุการใช้งานได้หลายทศวรรษ ทนทานต่อการเน่าเปื่อย ผุพัง แล้วยังป้องกันการผุผังจากการกัดแทะของสัตว์ และแมลงอีกด้วย จึงถือเป็นการลงทุนที่เยี่ยมยอดสำหรับเจ้าของบ้านและผู้สร้าง

2.หลากหลายลวดลาย ดีไซน์ และสีสันให้เลือก

วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์มีสี และลวดเลยเกิดจากการพิมพ์ลวดลายหรือทาสี ดังนั้นจึงสามารถเลือกลวดลาย เช่น ลายไม้ชัยพฤกษ์ ไม้สัก หรือไม้สน และยังเลือกสีได้อีกด้วย เช่น สีไม้สักทอง สีซีเมนต์ สีเทาสโมคเกรย์ได้ตามต้องการ นับตั้งแต่ตอนเลือกซื้อ หรืออาจจะหาซื้อสีทาไฟเบอร์ซีเมนต์มาทาเองก็ได้นอกจากนี้วัสดุยังดัดโค้ง งอ ตัด หรือเจาะ ซึ่งแน่นอนว่าจะสร้างสรรค์ดีไซน์อื่นๆ ได้ตามต้องการทำให้สามารถนำไปตกแต่งบ้านได้หลากหลายสไตล์แน่นอน

3. ติดตั้งง่าย จบงานไว ใช้เวลาน้อย

ไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นวัสดุแบบสำเร็จรูปที่ตัดแต่ง ใช้เครื่องมือน้อยลง เพราะสามารถตัดด้วยเครื่องมืองานไม้มาตรฐาน เจาะสกรูได้เหมือนไม้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาช่างเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังถูกทาสี หรือย้อมสีมาแล้วเรียบร้อยก่อนติดตั้ง จึงตัดขั้นตอนทาสีที่ใช้เวลานานออกไป ในไฟเบอร์ซีเมนต์บางรุ่น ยังมีเทคโนโลยีอินเตอร์ล็อค (Interlocking system) ที่ช่วยให้ตัววัสดุสามารถเชื่อมต่อเข้าด้วยกันได้แน่นกระชับยิ่งขึ้น ซึ่งเพิ่มความเร็วในการติดตั้ง การติดตั้งเรียบเนียน รวดเร็ว ซึ่งเป็นการใช้ดีไซน์แก้ปัญหายุ่งยากของการติดตั้งไม้จริง ทั้งหมดจึงทำให้ผู้ติดตั้งจบงานได้ไว ประหยัดเวลาได้ทั้งช่างและผู้สร้างบ้าน

4.ราคาเป็นมิตร สบายกระเป๋า

แน่นอนว่าไฟเบอร์ซีเมนต์มีราคาถูกกว่าครึ่งต่อครึ่ง เมื่อเทียบราคากับไม้จริง เพราะเป็นวัสดุสังเคราะห์จากเทคโนโลยีทางการก่อสร้าง จึงไม่เน่าเปื่อย หรือบิดงอได้เหมือนไม้จริง ไม่แตกร้าวง่ายเหมือนปูนซีเมนต์แบบดั้งเดิม ทำให้ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนมากมายใดๆ เพื่อคงสภาพไม้ให้ใช้งานได้ยาวนานอีกต่อไป ใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์แล้วยังทำให้บ้านปลอดภัยจากมด ปลวก ไม่ต้องเสียค่าบำรุงมากมาย ทั้งหมดทำให้ประหยัดต้นทุนสร้าง และขายในราคาที่เป็นมิตรได้

5.ความอเนกประสงค์

ความอเนกประสงค์รอบด้านนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมไฟเบอร์ซีเมนต์จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยม สำหรับทั้งโครงการบ้านพักอาศัยและอาคารพาณิชย์ ความอเนกประสงค์นี้ช่วยให้ผู้สร้างบ้าน และโครงการสามารถใช้วัสดุเดียวกันสำหรับหลายๆ ส่วน ตั้งแต่นำมาทำเป็นวัสดุตกแต่งผนัง และรั้วกั้น ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน จนไปถึงนำไปทำหลังคา ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา และลดความต้องการวัสดุอื่นๆ เพิ่มเติม

ไฟเบอร์ซีเมนต์สามารถปรับแต่งให้เข้ากับการออกแบบ และเพิ่มความสวยงามของโครงการอาคารต่างๆ ได้ อีกทั้งไฟเบอร์ซีเมนต์นั้นยังออกแบบให้เหมือนกับวัสดุอื่น เช่น ไม้ หิน ไม้ฉาบปูน สิ่งนี้ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับเจ้าของบ้านและผู้สร้างที่ต้องการรูปลักษณ์ของวัสดุเหล่านี้โดยไม่ต้องบำรุงรักษาหรือเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

โดยสรุปแล้ว ไฟเบอร์ซีเมนต์ ถือเป็นวัสดุก่อสร้างที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกความต้องการในการก่อสร้างบ้านและอาคาร ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านความทนทาน ติดตั้งง่าย จบงานไว ใช้เวลาน้อย แถมบำรุงรักษาไม่ยาก สีสันสวยสดใส หลากหลายลวดลาย มากดีไซน์ให้เลือกสรร ราคาเป็นมิตร ใช้งานได้รอบด้านจริง ดังนั้นไม่ว่าคุณจะสร้างบ้านใหม่ ปรับปรุงซ่อมแซมห้องต่างๆ บ้านในปัจจุบัน หรือสร้างอาคารพาณิชย์ใหม่ มั่นใจได้ว่าถ้าใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์ คุณจะได้บ้าน และอาคารที่สวย ทันสมัยกว่าเดิมอย่างแน่นอน

Categories
บทความ

ต้องรู้ก่อนซื้อ! เหล็กแบบไหนเอาไว้ใช้ก่อสร้าง

บ้านและที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เกือบแทบทุกหลังต้องใช้ “เหล็ก” เป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแรง และคงทนให้กับคอนกรีตที่เลือกใช้ แต่เหล็กนั้นมีหลายราคา หลายชนิด แต่ละชนิดก็แบ่งย่อยละเอียด จนอาจจะทำให้ผู้สร้างเลือกใช้ไม่ถูกต้อง ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเหล็กในงานก่อสร้างให้มากขึ้น จะได้เลือกให้ได้ราคาถูก คุณภาพให้ตรงใจกัน


เหล็กคืออะไร สำคัญอย่างไรกับวงการก่อสร้าง

เหล็กเป็นโลหะที่แข็งแรง ทนทาน มีความเหนียว มีแรงต้านทานสูงแตกต่างจากโลหะอื่นๆ ที่อาจหลอมละลายและทำปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างเร็ว เหล็กจึงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในงานอุตสาหกรรม มีขายอย่างแพร่หลายและราคาถูกถ้าเทียบกับโลหะชนิดอื่นๆ

โดยทั่วไปแล้ว เหล็กที่นิยมนำไปใช้ในงานก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ เหล็กเสริม และเหล็กรูปพรรณ ซึ่งเหล็ก 2 ประเภทนี้ก็จะแบ่งแยกย่อยออกไปให้เลือกใช้ได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว

เหล็กที่นิยมใช้ในงานก่อสร้าง

1.เหล็กเสริม

เหล็กเสริม (reinforcing steel) เป็นเหล็กที่ใช้สำหรับเสริมในเนื้อคอนกรีตเพื่อให้ได้โครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งปกติจะใช้เป็นเหล็กกล้าผสม (mild steel) ชนิดท่อน ชนิดเส้น หรือชนิดตะแกรง เหล็กเสริมนี้จะทำการฝังไว้ในลักษณะที่ทำให้เหล็กและคอนกรีตทำงานร่วมกันเพื่อให้ทนแรงต้านทานต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคอนกรีตได้

โดยเหล็กเสริมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “เหล็กเส้นกลม” (Round Bar) และ “เหล็กข้ออ้อย” (Deformed Bar)

1.1 เหล็กเส้นกลม (Round Bar) หรือ RB

เหล็กเส้นกลม คือ เหล็กเส้นที่มีพื้นที่ภาคตัดขวางเป็นรูปกลม มีผิวเรียบเกลี้ยง ซึ่งเหล็กเส้นกลมที่ผู้สร้างใช้นั้นควรจะได้รับการรับรองตามมาตรฐานตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก.28/2529  32/2532 เหล็กเส้นกลมมีชั้นคุณภาพเดียว ชื่อของขนาดใช้สัญลักษณ์ RB แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นนั้นๆ โดยเหล็กเส้นกลมจะใช้ในงานก่อสร้างขนาดเล็กและขนาดกลาง เช่น อาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว บ้านจัดสรร บ้านทาวน์เฮาส์และงานก่อสร้างทั่ว ๆ ไป

1.2 เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar)

เหล็กข้ออ้อย หรือเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นเหล็กเส้นที่ภาคตัดขวางเป็นรูปกลม มีบั้ง (transverse ribs) หรือครีบ (longitudinal ribs) ที่ผิวเพื่อช่วยในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และการยึดเหนี่ยวระหว่างเหล็ก คอนกรีต  เหล็กเส้นข้ออ้อยจึงเหมาะกับงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องใช้ความแข็งแรง เพิ่มแรงรับ แรงดึงได้ดี และมีความทนทานสูง เช่น คอนโดมิเนียม High Rise อาคาร ถนนคอนกรีต สะพานแขวน

ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แล้ว เหล็กข้ออ้อย ต้องทำขึ้นจากเหล็กแท่งใหญ่ (bloom) เหล็กแท่งเล็ก (billet) หรือเหล็กแท่งหล่อโดยตรงจากกรรมวิธีโอเพนเฮิร์ท (open hearth process) กรรมวิธีเบสิกออกชิเจน (basic oxygen process) หรืออิเล็กทริกอาร์กเฟอร์เนซ (electric arc furnace process) เท่านั้น และจะต้องไม่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นมาก่อนจึงจะได้มาตรฐาน เหมาะแก่การนำไปใช้ก่อสร้าง

2. เหล็กรูปพรรณ

เหล็กรูปพรรณ หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (Structural Steel) คือ เหล็กที่ผลิตออกมาให้มีหน้าตัด และรูปทรงลักษณะที่เหมาะสำหรับใช้ในงานโครงสร้างต่างๆ  โดยแบ่งรูปแบบการผลิตออกเป็น 2 แบบ คือ

2.1. เหล็กรูปพรรณรีดร้อน

เหล็กรูปพรรณรีดร้อน หรือ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) เรียกง่ายๆ ว่า เหล็กรีดร้อน จะถูกผลิตด้วยการหลอมแล้วนำมาหล่อขึ้นรูปเป็นเหล็กแท่ง จากนั้นก็จะใช้ความร้อนที่อุณหภูมิสูง รีดลดขนาดแล้วขึ้นรูปต่างๆตามต้องการ

เหล็กรูปพรรณรีดร้อน ใช้สำหรับโครงสร้างหลักของอาคาร หรืองานก่อสร้าง และงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ความทนทานสูง ชิ้นส่วนยานยนต์ (เช่น เฟรมและล้อกระทะ) และอุปกรณ์รถไฟ (เช่น รางและส่วนประกอบของรางรถไฟ)  สามารถนำไปพับเป็นเหล็กสำหรับงานโครงสร้าง เช่น เหล็กรูปตัว C (C-channel) ม้วนทำท่อขนาดเล็ก หรือท่อขนาดใหญ่ก็ได้

เหล็กชนิดนี้ที่นิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างจะประกอบไปด้วย เหล็กเอชบีม (H-Beam) เหล็กไอบีม (I-Beam) ซึ่งหน้าตัดเหล็กจะเป็นรูปตัว H กับ ตัว I ตามชื่อ เหล็กฉาก (Angle Bar)  เหล็กรางน้ำ (Channel) และเหล็กสี่เหลี่ยมตัน (Square Bars)

ข้อดีของเหล็กรูปพรรณรีดร้อน

1.ความทนทานสูง

เพราะเป็นวัสดุที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยความร้อนมาแล้วจึงแข็งแรง ทนต่อสภาพอากาศ ทนต่อแรงบิด แรงดัดได้มาก เพราะผลึกเหล็กมีความละเอียดซึ่งส่งผลทำให้เหล็กมีกำลัง และความเหนียวสูง ใช้งานได้หลากหลาย

2.ต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่า

เหล็กรูปพรรณรีดร้อนมีราคาถูกกว่าเหล็กรีดเย็น เนื่องจากต้องผ่านกรรมวิธีน้อยกว่า นอกจากนี้สิ่งก่อสร้างที่ใช้แต่ก็สามารถรื้อถอนได้ง่าย กรณีสร้างในที่ดินชั่วคราวแต่ต้องการอาคารที่แข็งแรง

3.คงความแข็งแรงได้สูงกว่าเหล็กรูปพรรณอื่นๆ

เหล็กรูปพรรณรีดร้อนนั้นเมื่อดัดโค้งแล้วยังสามารถคงความแข็งแรงไว้ได้ เพราะวัสดุถูกออกแบบมาให้สามารถปรับโครงสร้างให้เป็นปกติได้โดยไม่มีค่าความเค้นภายใน (internal stress)

2.2 เหล็กรูปพรรณรีดเย็น

เหล็กรูปพรรณรีดเย็น หรือ เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดเย็น(Hot rolled structural steel) เรียกง่ายๆ ว่า เหล็กรีดเย็น คือ เหล็กที่ถูกแปรรูปโดยไม่ใช้ความร้อน โดยกระบวนการรีด รีดลดขนาด พับ ตัด ดัด แผ่นเหล็กในอุณหภูมิห้อง หรืออุณหภูมิใกล้เคียงมากที่สุด

กระบวนการของการรีดเย็นนั้นใช้แรงงานเยอะ และขั้นตอนต่างๆ เนื่องจากวัสดุเหล็กไม่ร้อนและไม่อ่อนตัวอีกต่อไปจึงต้องใช้แรงกดในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อบีบอัดให้อยู่ในรูปทรงที่ต้องการ ทำให้มีราคาแพงกว่ากระบวนการรีดร้อน แต่ก็ได้วัสดุที่มีค่ามิติที่มีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า คุณภาพพื้นผิวของเหล็กที่ดีกว่า และแผ่นเหล็กที่ได้ก็จะมีน้ำหนักเบา นิยมใช้ในงานก่อสร้าง และงานสถาปัตยกรรมที่โครงสร้างที่รับน้ำหนักไม่ต้องรองรับน้ำหนักมาก เพราะวัสดุมีค่าความแข็งสูง แต่มีปริมาณการยืดตัวต่ำ

เหล็กรูปพรรณรีดนิยมใช้ในการก่อสร้างจะประกอบไปด้วย เหล็กท่อกลมดำ เหล็กตัวซี ท่อเหล็กอาบสังกะสี เหล็กกล่องเหลี่ยม เหล็กกล่องแบน และเหล็กฉากพับ

ข้อดีของเหล็กรูปพรรณรีดเย็น

1. ความแข็งแรง

เหล็กรูปพรรณรีดเย็นแข็งแรงมากกว่าเหล็กแผ่นรีดร้อนถึง 20% ซึ่งทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในการก่อสร้างที่ต้องการความเค้นสูง เช่น เครื่องใช้ภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์โลหะ ส่วนประกอบของเครื่องกล

2. พื้นผิวตอนสำเร็จสวยงาม

เพราะทั่วไปแล้วชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเหล็กรูปพรรณรีดเย็นจะมีพื้นผิวเรียบและมันเงาซึ่งปราศจากสนิม คราบตะกรัน และคราบหินปูน เมื่อฉาบปูนทับหรือใช้กับคอนกรีตแล้วผู้สร้างจะสามารถทาสีทับ และทำงานอื่นๆ ง่ายกว่าการใช้เหล็กเส้นชนิดอื่นๆ

3. ได้เหล็กคุณภาพตรงใจยิ่งขึ้น

เหล็กรูปพรรณรีดเย็นแตกต่างจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนมาก เพราะเหล็กรีดเย็นจะไม่หดตัวหลังจากกระบวนการขึ้นรูปเลย จึงสามารถสร้างวัสดุที่มีค่าความแม่นยำสูง ไม่ต้องไปเข้ากระบวนการอื่นๆ เพิ่มเติม

สินค้าและบริการ

With a wide range of steel to elevate your building.

Categories
บทความ

เผยทุกเคล็ดลับเลือกสีทาบ้านยังไงให้ถูกหลัก

2.ผงสี

3.ตัวทำละลาย

4.สารเพิ่มเติมต่าง ๆ

ชนิดของสีทาบ้านที่ควรรู้

วิธีการเลือกสีทาบ้านให้ถูกประเภทการใช้งาน ซึ่งจะดูจากลักษณะพื้นผิวที่ใช้ทา โดยแบ่งออกเป็น พื้นผิวที่ผู้สร้างบ้านมักจะใช้ คือ พื้นผิวปูน พื้นผิวเหล็ก และพื้นผิว โดยจะแบ่งสีออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน 3 ชนิด คือ

1.สีทาภายนอก

เป็นสีที่มีส่วนผสมของเนื้อสีอะคริลิก เพื่อใช้ทาทับพื้นผิวปูน หรืองานคอนกรีตภายนอกบ้าน เช่น หลังคา ผนังนอกบ้าน โดยมีอะคริลิก ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้สีมีความทนทานต่อทุกสภาพอากาศอยู่เสมอ และยังสามารถปกปิดรอยแตกร้าวของตัวบ้านได้เป็นอย่างดี

2.สีทาภายใน

สีทาภายในถูกออกแบบมาให้ใช้ทาทับปูนหรือคอนกรีตภายในบ้าน และอาคารเท่านั้น จึงไม่ต้องทนแดดทนฝน สีชนิดนี้มีข้อดีที่มีกลิ่นและสารเคมีเบาบางกว่าสีทาภายนอก เช่น ผนังห้อง ฝ้าเพดาน โดยสีทาภายในจะมีความเข้มข้นของเนื้อสีอะคริลิค ทำให้มีฟิล์มสีมีความเงางาม และเรียบเนียน มีคุณสมบัติที่ทนทานต่อการทำความสะอาด เช็ดถู สิ่งสกปรกต่างๆ ได้ง่าย ไม่ทำให้เนื้อสีซีดจางลง ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย และกลิ่นจะไม่ฉุนเท่าสีทาภายนอก สีทาภายในบางชนิดพัฒนาให้ลดสารฟอมัลดีไฮด์ และยับยั้งแบคทีเรียด้วยเทคโนโลยี Microban หรือเป็นสีที่มีส่วนผสมเหมาะกับผู้เป็นภูมิแพ้

3.สีทารองพื้นปูน

สีทารองพื้นปูน หรือน้ำยารองพื้นปูน เป็นสีใช้สำหรับทารองพื้นในงานปูนที่ฉาบเสร็จ ก่อนที่จะใช้ยาจริงทั้งสีทาภายนอก และสีทาภายใน โดยใช้ทาทับให้เกิดสีตามโทนสีที่ต้องการ สีทารองพื้นปูนมีคุณสมบัติช่วยปรับสภาพพื้นผิวเดิมที่มีปัญหาอยู่แล้ว เช่น สีลอกร่อน สีโป่งพอง สีเป็นฝุ่นชอล์ก สีซีดจาง ไม่สวยงาม และช่วยเสริมการยึดเกาะพื้นผิวที่เสื่อมสภาพกับสีทับหน้า รวมทั้งลดความเป็นกรดของปูน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะของสีที่ทาทับให้คงทนยิ่งขึ้นอีกด้วย

ก่อนจะเลือกซื้อสีใดๆ ก็ต้องอย่าลืมดูคุณสมบัติพิเศษของสี และสภาพพื้นผิวของบ้าน เพื่อให้บ้านมีสีที่สวยงามเหมือนใหม่อยู่เสมอ หมดปัญหากวนใจเรื่องสีทาบ้านซีดจาง และสีลอกร่อนในระยะยาวได้ นอกจากนี้สีทาภายนอกบางชนิดก็สามารถใช้ทาได้ทั้งภายใน ภายนอก หรือสีทาภายในบางชนิด ก็ยังเหมาะสมกับการใช้ทาลงบนพื้นผิวที่แตกต่างกันด้วย และถ้านำไปใช้ทาผิดที่ ผิดคุณสมบัติ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ได้ตามใจต้องการ

ถึงแม้ว่าสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ปรับมาตรฐานควบคุมตะกั่วในสีใหม่ โดยออกประกาศมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2625 – 2557 กำหนดให้ใช้มาตรฐานตะกั่วในสี โดยระบุปริมาณตะกั่วร้อยละโดยมวลของสารไม่ระเหยไม่เกิน 0.01 แต่ในการเลือกใช้งานผลิตภัณฑ์สีทาบ้านใดๆ ถ้าเอาราคาถูกมากเกินไป ไม่เน้นไปที่คุณภาพ สารปรุงแต่งต่าง ๆ ของสีที่ใช้อาจมีส่วนผสมของสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยได้ (VOCs)  ที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาท เลือด และไต สารฟอร์มาลดีไฮด์ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อเยื่อบุผิวและยังเป็นสารก่อมะเร็งด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีตะกั่ว ปรอท แคดเมียม โครเมียม จำนวนเกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งสารเคมีโลหะหนักเหล่านี้จะฟุ้งกระจาย ตกค้างในบรรยากาศ เป็นเวลานานหลายเดือน และเมื่อสัมผัสหรือ สูดดมเข้าไปแล้วจะเกิดการสะสมในร่างกายจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

เห็นอย่างนี้แล้ว ผู้สร้างบ้านหลายคนอาจจึงไม่ควรคิดว่าแค่สีทาบ้านเอง จะเลือกยี่ห้ออะไรก็ได้ ยิ่งถูกยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้ว สีทาบ้านนั้นมีหลายประเภท มีคุณสมบัติในการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกซื้อสีทาบ้านให้ถูกหลักการใช้งาน จะช่วยให้พื้นผิวที่เราต้องการทาสีนั้น ได้สีที่สวยงามตามต้องการ และยังทำให้คุณสมบัติของเนื้อสี สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้สีอยู่ทน อยู่นาน หมดปัญหากวนใจตามมา  

Categories
บทความ

ประเภทของ ‘ปูนซีเมนต์’ ที่มือใหม่สร้างบ้านควรรู้

หัวใจสำคัญในทุกงานสร้างบ้าน คือ “ปูนซีเมนต์” เรียกได้ว่าเลือกผิด ชีวิตในบ้านอาจมีแต่ปัญหาเลยทีเดียว ทุกขั้นตอนการก่อสร้างมีปูนซีเมนต์อยู่แทบทุกขั้นตอน วันนี้จึงขอนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ ปูซีเมนต์และการแบ่งชนิดของปูนแต่ละประเภท ตามแบบต่างๆ ให้เข้าใจง่าย มาแบ่งปันกัน จะได้เลือกให้ถูกต้องตามการใช้งาน

ปูนซีเมนต์คืออะไร สำคัญยังไง

ซีเมนต์ หรือปูนซีเมนต์ (cement) สารเคมีที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป โดยมีหน้าที่สารยึดเกาะ ประสานวัสดุอื่น ๆ ติดเข้าด้วยกัน โดยมักจะผสมกับทราย กรวดรวมเข้าด้วยกันทำให้เกิดคอนกรีต

ปูนซีเมนต์นั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ  ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เป็นปูนคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ปูนชนิดนี้ต้องผสมน้ำในปริมาณมากพอสมควรแล้วทิ้งไว้ให้แห้งจึงจะแข็งตัว เรามักจะนิยมเรียกปูนซีเมนต์ชนิดนี้ว่า ไฮดรอลิกซีเมนต์ (Hydraulic Cement) เพราะต้องใช้น้ำผสม และสามารถแข็งตัวในน้ำได้ และปูนซีเมนต์ที่ไม่ใช่ไฮดรอลิค (Non-Hydraulic Cement) เป็นปูนที่พบเจอได้น้อย ไม่นิยมนำมาใช้ เพราะด้วยองค์ประกอบทางเคมีแล้วปูนชนิดนี้ไม่สามารถแข็งในสภาพเปียกชื้น แต่จะแข็งตัวเมื่ออยู่ในสภาพแห้งและทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ

ประเภทของปูนซีเมนต์ตามลักษณะการใช้งาน

ถ้าจะจำแนกประเภทของปูนซีเมนต์ตามลักษณะการใช้งานแล้ว  เราจะแบ่งปูนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

1. ปูนซีเมนต์สำหรับงานโครงสร้างและงานหล่อผลิตภัณฑ์คอนกรีต จะใช้ “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์” เป็นวัตถุดิบหลักในส่วนผสมที่ให้กำลังอัดสูง งานที่ได้จึงแข็งแรงทนทาน เหมาะสำหรับงานหล่อคอนกรีตสำเร็จรูป เช่น เสาเข็ม ท่อ วงบ่อ ตอม่อ บล็อก เป็นต้น

2. ปูนซีเมนต์สำหรับงานก่อ งานฉาบ เรียกอีกอย่างว่า “ปูนทราย (Cement)” หรือ “ปูนมอร์ตาร์ (Mortar)” เป็นปูนซีเมนต์ที่มีกำลังอัดต่ำกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์จึงไม่เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักอาคารในส่วนต่าง ๆ ปูนชนิดนี้จะช้ำหรับงานยาแนวและงานกระเบื้องเซรามิค รวมถึงงานที่ต้องการความสวยงามก็จะใช้งาน

3. ปูนชีเมนต์สำหรับงานพิเศษ เป็นปูนซีเมนต์ที่ใช้เพื่อจุดประสงค์เฉพาะ เหมาะกับการใช้งานในแต่ละประเภท เช่น ปูนเพื่อใช้ทำแท่นขุดเจาะน้ำมัน ทนต่อซัลเฟต ด่าง และเกลือ และสามารถใช้งานได้ในสภาวะที่มีความกดดันและอุณหภูมิสูง และแข็งตัวได้รวดเร็วภายในเวลาที่กำหนด หรือปูนซีเมนต์ขาวที่ใช้ทำหินขัด

ประเภทของปูนซีเมนต์ในการก่อสร้างบ้านเรือนธรรมดา

โดยทั่วไปแล้วปูนที่นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนธรรมดามี 2 ชนิด คือ  “Silica Cement” หรือปูนเขียว คือ ปูนก่อฉาบ ใช้สำหรับงานฉาบปูน งานก่ออิฐ งานก่อ งานฉาบและปูกระเบื้องเพราะมีกำลังอัดน้อย รับแรงต้านทานได้ไม่มาก และ “Portland Cement” หรือ “ปูนแดง” คือ ปูนเพื่อโครงสร้าง เพราะถูกใช้ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน ปูนแดงมีแรงอัดสูงและแข็งแรงกว่าปูนเขียวในการเทโครงสร้าง พื้น เสา ตอม่อ คาน

ประเภทของปูนซีเมนต์ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย (มอก.)

มาตรฐานปูนซีเมนต์ของไทยถูกกำหนดตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือ มอก.  ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์คุณภาพ แบ่งปูนชีเมนต์ออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  • ประเภทที่ 1 ปูนซีเมนต์ธรรมดา เป็นปูนซีเมนต์ขั้นพื้นฐาน มีคุณสมบัติและการประยุกต์ใช้งานที่เหมาะกับงานทั่วไปที่ไม่ต้องการคุณภาพพิเศษเฉพาะด้าน นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทยเพราะเหมาะสำหรับงานคอนกรีตโดยทั่วไป โดยปูนชนิดนี้ใช้ในงานก่อสร้างบ้าน อาคารที่อยู่อาศัยทั่วไป อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก และผลิตภัณฑ์พรีคาสท์คอนกรีต เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับโครงสร้างคอนกรีตที่ต้องการความแข็งแรงสูง เช่น สะพานขนาดใหญ่ สนามกีฬาและอาคารสูง
  • ประเภทที่ 2 ปูนซีเมนต์ดัดแปลง เป็นปูนซีเมนต์ที่ถูกดัดแปลงให้ทนทานต่อเกลือซัลเฟอร์หรือสารค่าเบสสูงขึ้น สามารถกักเก็บความร้อนได้ดี ปูนซีเมนต์นี้ต้องใช้ร่วมกับส่วนผสมคอนกรีตที่มีอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุเชื่อมประสานต่ำๆ เพื่อทำให้เนื้อคอนกรีตลดการซึมผ่านและสึกหรอจากซัลเฟตได้ ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ในงานโครงสร้างที่มีความหนามาก เช่น ตอม่อ ฐานราก  สะพานเทียบเรือ เขื่อนหรือกำแพงที่ต้องสัมผัสน้ำเยอะ
  • ประเภทที่ 3 ปูนซีเมนต์ประเภทให้กำลังอัดสูงเร็ว ปูนซีเมนต์นี้มีความละเอียดสูง แข็งตัว และรับแรงได้เร็วกว่าปูนซีเมนต์ประเภทอื่นๆ เหมาะกับใช้งานแบบเร่งด่วน ที่ต้องแข่งกับความรวดเร็ว หรือสามารถรื้อถอนเร็วกว่าปกติ เช่น งานก่อสร้างพื้นสำเร็จรูป งานเสาเข็ม
  • ประเภทที่ 4 ปูนชีเมนต์ประเภทเกิดความร้อนต่ำ ปูนชีเมนต์นี้เหมาะกับทนทานต่อการแตกร้าวจากความร้อนได้มาก เพราะเมื่อใช้แล้วจะควบคุมทั้งความร้อนและอัตราความร้อนให้เกิดขึ้นกับงานก่อสร้างให้น้อยที่สุด ทำให้ปูนชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนกั้นน้ำ
  • ประเภทที่  5 ปูนซีเมนต์ประเภททนซัลเฟตสูง ปูนประเภทสุดท้ายนี้มีระยะเวลาในการแข็งตัวของปูนซีเมนต์ประเภทนี้จะมีความช้าที่สุด คุณสมบัติในการต้านทานสารที่เป็นด่างได้สูงเหมาะกับการใช้งานก่อสร้างที่ต้องสัมผัสกับบริเวณที่มีค่าความเป็นด่างและมีค่าซัลเฟตสูง เช่น ดินเค็ม หรือพื้นที่ใกล้ หรือติดทะเล บ่อบำบัดน้ำเสีย

นอกจากนี้ยังมีปูนซีเมนต์ประเภทอื่น ๆ อีกที่ ปูนซีเมนต์ผสม (Mixed Cement) หรือเรียกว่าปูนซีเมนต์ซิลิก้าก็ได้ ซึ่งเป็นปูนที่ได้จากการผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์กับหินบดละเอียด เหมาะกับงานคอนกรีตทั่วไป งานก่ออิฐมอญหรืออิฐบล็อก งานฉาบ หรืองานที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก และปูนซีเมนต์ขาว (White Portland Cement) ที่ใช้สำหรับงานตกแต่งอาคารเพื่อความสวยงาม  หรือนำไปผสมเม็ดสีเพื่อผลิตเป็นปูนซีเมนต์สีก็ได้

จะเห็นได้ว่าปูนซีเมนต์นั้นมีอยู่หลายชนิดซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีคุณสมบัติ และการใช้งานที่ต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสม เพราะถ้าหากใช้สลับหรือเลือกผิดแล้วก็อาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ ทั้งนี้หากเราเลือกไม่ถูกแล้วล่ะก็สามารถจะปรึกษา หาข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้งานก่อสร้างที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานตามที่ตั้งใจไว้

Categories
บทความ

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต VS ผนังแบบอิฐฉาบปูน

4 อิฐหลักที่ใช้ในการก่อสร้าง

ก่อนที่พรีคาสท์คอนกรีตจะเป็นที่นิยม ผนังแบบอิฐฉาบปูนหรือผนังที่นำอิฐมาก่อเรียงสลับกันและใช้ปูนฉาบทับอีกชั้นเพื่อทำให้ผนังมีความเรียบเนียนสวยงามและมีความคงทน โดยหลัก ๆ แล้วผนังแบบอิฐฉาบปูนจะใช้อิฐ 4 ชนิด คือ “อิฐมอญ หรือ อิฐแดง” “อิฐมวลเบา” “อิฐขาว” และ “อิฐบล็อก” ในการขึ้นโครงบ้าน โดยอิฐต่างๆ เป็นวัสดุก่อสร้างแบบธรรมชาติที่ใช้มาอย่างยาวนานเพราะมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องความแข็งแรง

อย่างไรก็ตามข้อเสียส่วนใหญ่ของอิฐทั้ง 4 ชนิด คือ คุณสมบัติดูดซับน้ำ ไม่ทนต่อความชื้น อิฐต่างๆ นั้นมีน้ำหนักมากแต่ก็รับน้ำหนักได้น้อย ขนาดและคุณภาพของอิฐต้องพึ่งพาแรงงานฝีมือในการผลิตจึงอาจมีมาตรฐานไม่เท่ากันทุกก้อน และผนังจากวิธีการก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังชนิดที่มีความแข็งแรงเนื่องจากน้ำหนักของอิฐที่มีค่ามากจึงต้องการโครงสร้างแบบเสา คานมารองรับจึงไม่เหมาะกับอาคารสูงอย่าง อาคารพาณิชย์และคอนโดอย่างยิ่ง

5 ความแตกต่างระหว่างผนังบ้านแบบสำเร็จรูป VS แบบอิฐฉาบปูน

1.กระบวนการผลิต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่วางแผนและควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมดด้วยระบบซอฟท์แวร์ทันสมัย รูปแบบการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตจะผลิตด้วยระบบ Automatic เป็นส่วนใหญ่ทำให้ลดปัญหาความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (human error) และลดความบกพร่องของอุปกรณ์หล่อ ทำให้ได้ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีคุณภาพดี ผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ มีความถูกต้องทั้งในเรื่องขนาดตำแหน่งของช่องเปิดและวัสดุฝังต่างๆ จากการวางแผนมาตั้งแต่เริ่มการผลิต

ผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูน

ด้วยระบบก่อสร้างผนังแบบอิฐฉาบปูนนี้ประเทศไทยใช้กันมายาวนานทำให้หาแรงงานฝีมือที่ถนัดฉาบปูนและควบคุมดูแลการผลิตให้ถูกตามหลักวิศวกรรมได้ง่าย วิธีการนี้จะใช้ช่างคอยควบคุมดูแลให้ปูนที่ใช้คลุกเคล้าให้เข้ากันมีความข้นและเหนียวพอเหมาะ หมั่นราดน้ำให้เปียกชุ่มวันละ 2-3 ครั้งประมาณ 7 วัน เพื่อให้ปูนนั้นแข็งแรง ระบบก่อสร้างนี้จึงต้องระมัดระวังมากเพราะช่างแต่ละคนก็อาจมีฝีมือ มีความประณีต และความชำนาญไม่เท่ากัน หรืออาจมีปัญหาความผิดพลาดจากอุปกรณ์หล่อบกพร่องได้จนอาจทำให้งานแต่ละส่วนออกมาไม่สมบูรณ์ตามต้องการ หรือมีข้อผิดพลาดที่ต้องเสียเงินซ่อมแซมตามมา

2. ความแข็งแรง ทนทาน

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นคงทนแข็งแรง มีความหนาแน่นจากวัสดุที่ใช้ผลิตและการเสริมเหล็กสำเร็จรูป บ้านหรืออาคารจึงแข็งแรง ปลอดภัย ใช้งานได้ยาวนาน และยังรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวและอุบัติภัยทางธรรมชาติ เช่น อัคคีภัย หรืออุทกภัย ได้สบาย จะสร้างบ้านหรือคอนโดหลายชั้นแค่ไหนก็มั่นใจได้ว่าปลอดภัยเพราะผนังจากพรีคาสท์คอนกรีตถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักตัวบ้านได้แทนที่เสาและคานบ้าน เพราะผนังบ้านแบบสำเร็จรูปนั้นมีความยืดหยุ่นสูง มีการขยายตัวน้อยมากจึงวางใจได้ว่าจะไม่มีปัญหากำแพงไม่เรียบ สีหลุดร่อน ฉาบปูนไม่ดีอย่างแน่นอน

ผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูน

การสร้างบ้านด้วยวิธีการก่ออิฐฉาบปูนแม้จะเป็นที่นิยมเพราะมีความทนทานจากคุณสมบัติทางกายภาพของอิฐที่มีคงทน แข็งแรง แต่ก็มาพร้อมกับข้อเสียที่บ้านมีโอกาสแตกร้าวจากคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้าง ขั้นตอนการฉาบปูนที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ทนไฟ ทนน้ำ หรือทนความชื้น

วัสดุอิฐนั้นมีทั้งรูพรุนและอัตราการดูดซึมน้ำสูงทำให้ผนังอาจมีกลิ่นอับชื้น เกิดเชื้อรา หรือสีหลุดร่อนได้จึงไม่เหมาะกับทำห้องน้ำหรือห้องครัว รวมทั้งผนังบ้านอิฐฉาบปูนนั้นไม่ได้ออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักของตัวบ้านจึงไม่เหมาะกับอาคารและบ้านหลายชั้นด้วย

3. ระยะเวลาก่อสร้าง

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

การผลิตและติดตั้งพรีคาสท์คอนกรีตสามารถเร่งผลิตให้เป็นไปตามแผนการก่อสร้างได้ เนื่องจากระบบผลิตและติดตั้งชิ้นงานสามารถแยกการดำเนินงานได้จึงควบคุมได้ง่าย และมีความยืดหยุ่นในการบริหารงาน บ้านจึงเสร็จอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ อัตราความเร็วของการติดตั้งผนังบ้านพรีคาสท์คอนกรีตที่มาจากผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์อาจได้ผลลัพธ์เป็นบ้านชั้นเดียว 1 หลังใน 1 วันเลยทีเดียว

ผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูน

เป็นที่ทราบกันดีว่าผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูนนั้นใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่าผนังชนิดอื่นๆ เพราะสามารถก่อผนังได้บนแนวเสา-คานเท่านั้น บ้านนั้นจะสร้างเสร็จได้เร็วถ้าหากมีช่างฝีมือเยอะเพราะช่างจะต้องทำการก่ออิฐและฉาบปูนไปเรื่อยๆ จนเต็มระยะของผนังบ้าน วิธีการนี้จึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับการก่อสร้างที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะจะไม่สามารถดำเนินการผลิตแยกกับการก่อสร้างได้ ช่างจะต้องรอให้ปูนเซ็ทตัวจึงจะดำเนินการก่อสร้างต่อได้ ผนังบ้านจากพรีคาสท์คอนกรีตจึงก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าการใช้อิฐมาเป็นวัสดุก่อผนังแน่นอน

4. ราคาและค่าใช้จ่าย

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ถึงแม้ว่าผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตจะมีราคาผลิตที่สูงกว่าผนังอิฐฉาบปูน แต่ก็ใช้แรงงานในการสร้างบ้านน้อยกว่า อีกทั้งขั้นตอนการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตนั้นรวดเร็ว และออกแบบครอบคลุมทุกขั้นตอน พร้อมกับวางแผนกำหนดตำแหน่ง หรือมีเจาะช่องเปิดประตูหน้าต่าง ท่อต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นจึงลดขั้นตอนการทำงาน

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตมีการควบคุมและตรวจงานโดยวิศกรที่เชี่ยวชาญลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองลงไปมาก มีชิ้นงานคอนกรีตที่ต้องทิ้งไปเพราะใช้งานไม่ได้น้อย การสร้างบ้านด้วยระบบนี้จึงลดต้นทุนในการก่อสร้าง โดยเฉพาะการก่อสร้างในสเกลใหญ่ เช่น โครงการห้างสรรพสินค้า บ้านจัดสรร คอนโด และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น

ผนังแบบอิฐฉาบปูน

ผนังแบบอิฐฉาบปูนนั้นมีราคาถูก โดยเฉพาะราคาของอิฐมวลเบาและอิฐแดง แต่ก็มาพร้อมกับเวลาก่อสร้างนานจึงทำให้ค่าแรงสูง เมื่อเวลาผ่านไปผนังแบบอิฐฉาบปูนอาจมีอายุการใช้งานอาจต่ำกว่าที่คาดหวังเอาไว้เพราะปัญหาแตกร้าว หลุดร่อนจากความชื้นของผนังหลังฉาบ นอกจากนี้ถ้าเลือกใช้อิฐมวลเบา ผู้สร้างก็ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะในการก่อ และไม่สามารถใช้ปูนร่วมกับอิฐประเภทอื่นได้จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีก ผนังแบบอิฐฉาบปูนนั้นมีคุณภาพขึ้นอยู่กับฝีมือช่างและสภาพอากาศทำให้ควบคุมคุณภาพผนังได้ยาก ถ้าหากช่างไม่ชำนาญงานฉาบปูนบนผนังอิฐประเภทที่ผู้สร้างเลือกใช้ก็อาจมีผลให้เกิดรอยร้าวบนผนังได้ทำให้ต้องมีการซ่อมแซมบ่อยครั้งจึงอาจทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าบำรุงรักษาสูง

5. ความสวยงาม และการตกแต่ง

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่สร้างจากพรีคาสท์คอนกรีตนั้นมีระนาบ ฉาก มุมของชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์แบบจากโรงงานจึงขนาดสมส่วน เท่ากันทุกชิ้น โดยสามารถนำใช้มาเป็นฟาซาดหรือเปลือกอาคาร (Facade wall) ที่สามารถดีไซน์พื้นผิว สามารถทาสีหรือติดตั้งวอลเปเปอร์ หรือตกแต่งลวดลายที่จะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและเสริมภาพลักษณ์ให้แก่บ้านด้วยก็ได้

ผนังแบบอิฐฉาบปูน                                                                                                      

ปัญหาในงานผนังแบบอิฐฉาบปูนที่พบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของความสวยงาม โดยส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการวางแผนเตรียมการที่ไม่ถูกต้องหรือปัจจัยอื่น ๆ เช่น ส่วนผสมที่ใช้ คุณภาพของวัตถุดิบ บ้านจึงมีรอยแตกร้าว รอยรั่วซึม เสาเอียง ความไม่สมส่วนจากขนาดของอิฐ และถ้าหากผนังแบบอิฐฉาบปูนนั้นตรวจหรือเก็บงานไม่ดีนั้นก็อาจมีเม็ดทราย ก้อนกรวดรวมไปถึงเศษปูนต่างๆ ปะปนอยู่บริเวณผนัง ทำให้ผนังอิฐฉาบปูนไม่เรียบ วอลเปเปอร์ที่ติดตั้งทับลงไปก็จะไม่เรียบเนียนตามไปด้วย บ้านจึงไม่สวย สมบูรณ์สมใจ

อาจสรุปได้ว่า ผนังทั้ง 2 แบบนี้ก็มีวิธีการและขั้นตอนการก่อสร้าง ข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ถ้าหากต้องการงานผนังบ้านที่เสร็จไว ปลอดภัย ประณีตสวยงาม ไม่อยากกังวลเรื่องปัญหาจุกจิก ก็ต้องเลือกผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตจากบริษัทจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์และมีมาตรฐานเพื่อให้ได้บ้านสมบูรณ์แบบ ตรงใจผู้สร้าง เสร็จตามเวลาที่กำหนด

Categories
ข่าวสาร บทความ

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต VS ผนังแบบอิฐฉาบปูน

ผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านและอาคารหลายคนคงมีคำถามคาใจว่าระหว่างผนังบ้านแบบสำเร็จรูปด้วยพรีคาสท์คอนกรีต (Precast Concrete) กับผนังแบบอิฐฉาบปูนที่เป็นวิธีตามแบบดั้งเดิม (Conventional) แบบไหนนั้นจะตอบโจทย์ในการสร้างบ้านและอาคารในปัจจุบันมากกว่า ในวันนี้เรามาจะสรุปความแตกต่างระหว่างสองวิธีการนี้เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ที่กำลังลังเลว่าจะใช้พรีคาสท์คอนกรีตดีหรือไม่มาใช้ตัดสินใจเลือกกัน

4 อิฐหลักที่ใช้ในการก่อสร้าง

ก่อนที่พรีคาสท์คอนกรีตจะเป็นที่นิยม ผนังแบบอิฐฉาบปูนหรือผนังที่นำอิฐมาก่อเรียงสลับกันและใช้ปูนฉาบทับอีกชั้นเพื่อทำให้ผนังมีความเรียบเนียนสวยงามและมีความคงทน โดยหลัก ๆ แล้วผนังแบบอิฐฉาบปูนจะใช้อิฐ 4 ชนิด คือ “อิฐมอญ หรือ อิฐแดง” “อิฐมวลเบา” “อิฐขาว” และ “อิฐบล็อก” ในการขึ้นโครงบ้าน โดยอิฐต่างๆ เป็นวัสดุก่อสร้างแบบธรรมชาติที่ใช้มาอย่างยาวนานเพราะมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องความแข็งแรง

อย่างไรก็ตามข้อเสียส่วนใหญ่ของอิฐทั้ง 4 ชนิด คือ คุณสมบัติดูดซับน้ำ ไม่ทนต่อความชื้น อิฐต่างๆ นั้นมีน้ำหนักมากแต่ก็รับน้ำหนักได้น้อย ขนาดและคุณภาพของอิฐต้องพึ่งพาแรงงานฝีมือในการผลิตจึงอาจมีมาตรฐานไม่เท่ากันทุกก้อน และผนังจากวิธีการก่ออิฐฉาบปูนเป็นผนังชนิดที่มีความแข็งแรงเนื่องจากน้ำหนักของอิฐที่มีค่ามากจึงต้องการโครงสร้างแบบเสา คานมารองรับจึงไม่เหมาะกับอาคารสูงอย่าง อาคารพาณิชย์และคอนโดอย่างยิ่ง

5 ความแตกต่างระหว่างผนังบ้านแบบสำเร็จรูป VS แบบอิฐฉาบปูน

  • ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่วางแผนและควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมดด้วยระบบซอฟท์แวร์ทันสมัย รูปแบบการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตจะผลิตด้วยระบบ Automatic เป็นส่วนใหญ่ทำให้ลดปัญหาความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (human error) และลดความบกพร่องของอุปกรณ์หล่อ ทำให้ได้ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีคุณภาพดี ผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ มีความถูกต้องทั้งในเรื่องขนาดตำแหน่งของช่องเปิดและวัสดุฝังต่างๆ จากการวางแผนมาตั้งแต่เริ่มการผลิต

  • ผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูน

ด้วยระบบก่อสร้างผนังแบบอิฐฉาบปูนนี้ประเทศไทยใช้กันมายาวนานทำให้หาแรงงานฝีมือที่ถนัดฉาบปูนและควบคุมดูแลการผลิตให้ถูกตามหลักวิศวกรรมได้ง่าย วิธีการนี้จะใช้ช่างคอยควบคุมดูแลให้ปูนที่ใช้คลุกเคล้าให้เข้ากันมีความข้นและเหนียวพอเหมาะ หมั่นราดน้ำให้เปียกชุ่มวันละ 2-3 ครั้งประมาณ 7 วัน เพื่อให้ปูนนั้นแข็งแรง ระบบก่อสร้างนี้จึงต้องระมัดระวังมากเพราะช่างแต่ละคนก็อาจมีฝีมือ มีความประณีต และความชำนาญไม่เท่ากัน หรืออาจมีปัญหาความผิดพลาดจากอุปกรณ์หล่อบกพร่องได้จนอาจทำให้งานแต่ละส่วนออกมาไม่สมบูรณ์ตามต้องการ หรือมีข้อผิดพลาดที่ต้องเสียเงินซ่อมแซมตามมา

  • ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นคงทนแข็งแรง มีความหนาแน่นจากวัสดุที่ใช้ผลิตและการเสริมเหล็กสำเร็จรูป บ้านหรืออาคารจึงแข็งแรง ปลอดภัย ใช้งานได้ยาวนาน และยังรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวและอุบัติภัยทางธรรมชาติ เช่น อัคคีภัย หรืออุทกภัย ได้สบาย จะสร้างบ้านหรือคอนโดหลายชั้นแค่ไหนก็มั่นใจได้ว่าปลอดภัยเพราะผนังจากพรีคาสท์คอนกรีตถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักตัวบ้านได้แทนที่เสาและคานบ้าน เพราะผนังบ้านแบบสำเร็จรูปนั้นมีความยืดหยุ่นสูง มีการขยายตัวน้อยมากจึงวางใจได้ว่าจะไม่มีปัญหากำแพงไม่เรียบ สีหลุดร่อน ฉาบปูนไม่ดีอย่างแน่นอน

  • ผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูน

การสร้างบ้านด้วยวิธีการก่ออิฐฉาบปูนแม้จะเป็นที่นิยมเพราะมีความทนทานจากคุณสมบัติทางกายภาพของอิฐที่มีคงทน แข็งแรง แต่ก็มาพร้อมกับข้อเสียที่บ้านมีโอกาสแตกร้าวจากคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้าง ขั้นตอนการฉาบปูนที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ทนไฟ ทนน้ำ หรือทนความชื้น วัสดุอิฐนั้นมีทั้งรูพรุนและอัตราการดูดซึมน้ำสูงทำให้ผนังอาจมีกลิ่นอับชื้น เกิดเชื้อรา หรือสีหลุดร่อนได้จึงไม่เหมาะกับทำห้องน้ำหรือห้องครัว รวมทั้งผนังบ้านอิฐฉาบปูนนั้นไม่ได้ออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักของตัวบ้านจึงไม่เหมาะกับอาคารและบ้านหลายชั้นด้วย

  • ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

การผลิตและติดตั้งพรีคาสท์คอนกรีตสามารถเร่งผลิตให้เป็นไปตามแผนการก่อสร้างได้ เนื่องจากระบบผลิตและติดตั้งชิ้นงานสามารถแยกการดำเนินงานได้จึงควบคุมได้ง่าย และมีความยืดหยุ่นในการบริหารงาน บ้านจึงเสร็จอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ อัตราความเร็วของการติดตั้งผนังบ้านพรีคาสท์คอนกรีตที่มาจากผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์อาจได้ผลลัพธ์เป็นบ้านชั้นเดียว 1 หลังใน 1 วันเลยทีเดียว

  • ผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูน

เป็นที่ทราบกันดีว่าผนังบ้านแบบอิฐฉาบปูนนั้นใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนานกว่าผนังชนิดอื่นๆ เพราะสามารถก่อผนังได้บนแนวเสา-คานเท่านั้น บ้านนั้นจะสร้างเสร็จได้เร็วถ้าหากมีช่างฝีมือเยอะเพราะช่างจะต้องทำการก่ออิฐและฉาบปูนไปเรื่อยๆ จนเต็มระยะของผนังบ้าน วิธีการนี้จึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับการก่อสร้างที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะจะไม่สามารถดำเนินการผลิตแยกกับการก่อสร้างได้ ช่างจะต้องรอให้ปูนเซ็ทตัวจึงจะดำเนินการก่อสร้างต่อได้ ผนังบ้านจากพรีคาสท์คอนกรีตจึงก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าการใช้อิฐมาเป็นวัสดุก่อผนังแน่นอน

  • ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ถึงแม้ว่าผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตจะมีราคาผลิตที่สูงกว่าผนังอิฐฉาบปูน แต่ก็ใช้แรงงานในการสร้างบ้านน้อยกว่า อีกทั้งขั้นตอนการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตนั้นรวดเร็ว และออกแบบครอบคลุมทุกขั้นตอน พร้อมกับวางแผนกำหนดตำแหน่ง หรือมีเจาะช่องเปิดประตูหน้าต่าง ท่อต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นจึงลดขั้นตอนการทำงานผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตมีการควบคุมและตรวจงานโดยวิศกรที่เชี่ยวชาญลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองลงไปมาก มีชิ้นงานคอนกรีตที่ต้องทิ้งไปเพราะใช้งานไม่ได้น้อย การสร้างบ้านด้วยระบบนี้จึงลดต้นทุนในการก่อสร้าง โดยเฉพาะการก่อสร้างในสเกลใหญ่ เช่น โครงการห้างสรรพสินค้า บ้านจัดสรร คอนโด และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น

  • ผนังแบบอิฐฉาบปูน

ผนังแบบอิฐฉาบปูนนั้นมีราคาถูก โดยเฉพาะราคาของอิฐมวลเบาและอิฐแดง แต่ก็มาพร้อมกับเวลาก่อสร้างนานจึงทำให้ค่าแรงสูง เมื่อเวลาผ่านไปผนังแบบอิฐฉาบปูนอาจมีอายุการใช้งานอาจต่ำกว่าที่คาดหวังเอาไว้เพราะปัญหาแตกร้าว หลุดร่อนจากความชื้นของผนังหลังฉาบ นอกจากนี้ถ้าเลือกใช้อิฐมวลเบา ผู้สร้างก็ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะในการก่อ และไม่สามารถใช้ปูนร่วมกับอิฐประเภทอื่นได้จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีก ผนังแบบอิฐฉาบปูนนั้นมีคุณภาพขึ้นอยู่กับฝีมือช่างและสภาพอากาศทำให้ควบคุมคุณภาพผนังได้ยาก ถ้าหากช่างไม่ชำนาญงานฉาบปูนบนผนังอิฐประเภทที่ผู้สร้างเลือกใช้ก็อาจมีผลให้เกิดรอยร้าวบนผนังได้ทำให้ต้องมีการซ่อมแซมบ่อยครั้งจึงอาจทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าบำรุงรักษาสูง

  • ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีต

ผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่สร้างจากพรีคาสท์คอนกรีตนั้นมีระนาบ ฉาก มุมของชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์แบบจากโรงงานจึงขนาดสมส่วน เท่ากันทุกชิ้น โดยสามารถนำใช้มาเป็นฟาซาดหรือเปลือกอาคาร (Facade wall) ที่สามารถดีไซน์พื้นผิว สามารถทาสีหรือติดตั้งวอลเปเปอร์ หรือตกแต่งลวดลายที่จะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและเสริมภาพลักษณ์ให้แก่บ้านด้วยก็ได้

  • ผนังแบบอิฐฉาบปูน

ปัญหาในงานผนังแบบอิฐฉาบปูนที่พบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของความสวยงาม โดยส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการวางแผนเตรียมการที่ไม่ถูกต้องหรือปัจจัยอื่น ๆ เช่น ส่วนผสมที่ใช้ คุณภาพของวัตถุดิบ บ้านจึงมีรอยแตกร้าว รอยรั่วซึม เสาเอียง ความไม่สมส่วนจากขนาดของอิฐ และถ้าหากผนังแบบอิฐฉาบปูนนั้นตรวจหรือเก็บงานไม่ดีนั้นก็อาจมีเม็ดทราย ก้อนกรวดรวมไปถึงเศษปูนต่างๆ ปะปนอยู่บริเวณผนัง ทำให้ผนังอิฐฉาบปูนไม่เรียบ วอลเปเปอร์ที่ติดตั้งทับลงไปก็จะไม่เรียบเนียนตามไปด้วย บ้านจึงไม่สวย สมบูรณ์สมใจ

อาจสรุปได้ว่า ผนังทั้ง 2 แบบนี้ก็มีวิธีการและขั้นตอนการก่อสร้าง ข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ถ้าหากต้องการงานผนังบ้านที่เสร็จไว ปลอดภัย ประณีตสวยงาม  ไม่อยากกังวลเรื่องปัญหาจุกจิก ก็ต้องเลือกผนังบ้านแบบสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยพรีคาสท์คอนกรีตจากบริษัทจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์และมีมาตรฐานเพื่อให้ได้บ้านสมบูรณ์แบบ ตรงใจผู้สร้าง เสร็จตามเวลาที่กำหนด

Categories
ข่าวสาร บทความ

‘คุณภาพสูง ประหยัด รวดเร็ว’ ตอบโจทย์ผู้สร้างบ้านยุคใหม่ด้วยนวัตกรรม Precast Concrete

ไม่ว่าใครก็อยากให้บ้านหรือคอนโดของตนเองสร้างเสร็จโดยเร็ว และไม่มีปัญหาตามมา ทำให้ในการสร้างบ้านและอาคารแต่ละครั้ง สิ่งที่ผู้สร้างในยุคใหม่ตามหานั้นมีโจทย์พื้นฐาน คือ บ้านคุณภาพสูง ประหยัด รวดเร็ว คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุน ซึ่งบ้านและอาคารที่สร้างด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นมีคุณภาพสูง ประหยัด รวดเร็ว ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย เข้าถึงหัวใจสำคัญของผู้สร้างบ้านยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

ทำไมบ้านที่สร้างด้วยพรีคาสท์คอนกรีตถึงตอบโจทย์ผู้สร้างบ้านยุคใหม่?

            พรีคาสท์คอนกรีตนั้นเป็นนวัตกรรมจากแนวคิดพื้นฐานสำคัญในการก่อสร้าง คือ ความยั่งยืน (Sustainability) และความคุ้มค่า (Efficiency) ตั้งแต่เริ่มออกแบบจนถึงสร้างเสร็จ พรีคาสท์คอนกรีตถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งเน้นไปที่โจทย์สำคัญของผู้สร้างบ้านยุคใหม่ 3 ข้อ คือ

1

ตอบโจทย์เรื่องบ้านคุณภาพสูง

พรีคาสท์คอนกรีตที่ใช้ในส่วนต่างๆ ของบ้านจะถูกผลิตภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมมาตรฐานจากโรงงานที่มีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน คุณภาพจึงสูง ทนน้ำ ทนไฟ ทนต่อการรั่วซึมและมีมาตรฐานเท่ากันทุกชิ้น การผลิตที่ไม่ขึ้นกับฝีมือแรงงานช่างที่ควบคุมได้ยากจึงไม่เกิดปัญหาเสาเอียง ฉาบปูนไม่เรียบ รวมทั้งการเก็บรักษายังไม่ถูกรบกวนจากสภาพอากาศที่ส่งผลต่อทั้งการแข็งตัวและการแตกลายงาของคอนกรีตอีกด้วย สามารถติดตามและควบคุมคุณภาพชิ้นงานได้ตลอดในทุกขั้นตอน ชิ้นงานพรีคาสท์คอนกรีตจึงมีคุณภาพ ระนาบ ฉาก มุมของชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีความสมบูรณ์แบบ

2

มั่นใจได้ว่าประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลา

การเลือกใช้พรีคาสท์คอนกรีตจากผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญจะทำให้ชิ้นงานมีคุณภาพที่ดี มีมิติ ได้ตำแหน่งที่ถูกต้อง ประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลา เพราะวิธีการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตมีกระบวนการหลักที่รวดเร็ว เป็นระบบ มีมาตรฐาน ใช้เครื่องจักรทันสมัยจึงลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือทำให้ลดระยะเวลาในการก่อสร้างได้ถึง 60% การดูแลรักษาบ้านที่ก่อสร้างด้วยพรีคาสท์คอนกรีตนั้นสะดวกสำหรับคนยุคใหม่ที่ชีวิตประจำวันมีหลายเรื่องให้ต้องจัดการ เพราะผนังเป็นคอนกรีตสำเร็จรูปนั้นมีความยืดหยุ่นสูง มีการขยายตัวน้อยมากเมื่อเทียบกับบ้านระบบก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป หมดปัญหาปูนฉาบหลุดร่อนหรือวงกบแตก นอกจากนี้เทคโนโลยีของ พรีคาสท์คอนกรีตยังทำให้บ้านและอาคารมีอายุการใช้งานยาวนานส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าโครงสร้างประเภทอื่นๆ อีกด้วย

3

สร้างเสร็จรวดเร็ว ทันใจ ทันใช้

พรีคาสท์คอนกรีตวิเคราะห์โครงสร้างทางวิศวกรรม และแปลนก่อสร้างโดยใช้ซอฟท์แวร์ทางวิศวกรรมที่ทันสมัย อีกทั้งยังใช้เวลาบ่มคอนกรีตเพียง 8-10 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้ผลิตได้มากในเวลาไม่นาน แต่ยังคงคุณภาพสูง มีความปลอดภัย การออกแบบที่วางแผนกำหนดตำแหน่ง หรือมีเจาะช่องเปิดประตูหน้าต่าง ท่อร้อยสายไฟฟ้า ท่อน้ำต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นจึงลดขั้นตอนการทำงาน ลดระยะเวลาที่ใช้ในสถานที่ก่อสร้างได้มาก สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ก่อสร้างได้โดยไม่ต้องใช้โครงผนัง หรือเสียเวลาก่ออิฐฉาบปูน เมื่อทำการติดตั้งพรีคาสท์คอนกรีตแล้วก็สามารถทาสีหรือติดตั้งวอลเปเปอร์ได้ทันที ทำให้โดยทั่วไปแล้วพรีคาสท์คอนกรีตมากกว่า 10,000 ตารางเมตร/เดือน/รอบงาน สามารถนำไปสร้างบ้านทาวน์โฮมได้ประมาณ 40 หลัง/เดือนเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าบ้านและอาคารที่สร้างด้วยพรีคาสท์คอนกรีตจากบริษัทจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นผู้ผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีประสบการณ์และมีมาตรฐานนั้นมีคุณภาพสูง ประหยัด รวดเร็ว บ้านที่สร้างด้วยพรีคาสท์คอนกรีตจึงสร้างเสร็จเร็ว เข้าถึงหัวใจสำคัญของผู้สร้างบ้านยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี ผู้ใช้พรีคาสท์คอนกรีตในการสร้างบ้านและอาคารจึงวางใจได้ว่าจะได้บ้านดี บ้านสวย ทันใจ ทันใช้ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

Categories
ข่าวสาร บทความ

วิธีการผลิต ‘พรีคาสท์คอนกรีต’  ลดระยะเวลาในการสร้างบ้าน

      ปัจจุบันพรีคาสท์คอนกรีตถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับโครงการบ้านจัดสรร และคอนโด เพราะข้อดีหลักในการลดปัญหา “ระยะเวลา” ที่เกิดจากการก่อสร้างบ้านแบบก่ออิฐฉาบปูน ซึ่งในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่าทำไมวิธีการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตจึงทำให้ลดระยะเวลาสร้างบ้าน คอนโด และอาคารต่างๆ ตอบโจทย์ทั้งผู้อยู่อาศัยและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายใหญ่และรายกลางที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง

ทำไมวิธีการผลิต ‘พรีคาสท์คอนกรีต’  จึงประหยัดเวลา?

ขั้นตอนการผลิต ‘พรีคาสท์คอนกรีต’ 

ขั้นตอนการผลิตพรีคาสท์คอนกรีตมีกระบวนการหลักที่รวดเร็ว เป็นระบบ มีมาตรฐาน ใช้เครื่องจักรทันสมัย ลดการพึ่งพาแรงงานฝีมือ ลดระยะเวลาในการก่อสร้างได้ถึง 60% ซึ่งจะลดค่าวัสดุก่อสร้าง ลดค่าแรงจากระยะเวลาก่อสร้างแบบก่ออิฐฉาบปูนที่ใช้เวลานาน และด้านล่างนี้จะเป็นตัวอย่างขั้นตอนการผลิตชิ้นงาน พรีคาสท์คอนกรีตสำเร็จรูป

1.ทำความสะอาดและเคลือบน้ำมัน (Cleaning & Oiling Station)

ก่อนอื่นจะต้องทำความสะอาดเพื่อกำจัดเศษคอนกรีตและวัสดุอื่นที่ติดค้างบน Pallet (โต๊ะสำหรับผลิตแผ่นพรีคาสท์คอนกรีต) และพ่นเคลือบน้ำมันเพื่อป้องกันชิ้นงานติดกับ Pallet

2.  วางอุปกรณ์และวัสดุฝัง (Embedding) และประกอบแบบหล่อ (Shuttering)

ทำการวางอุปกรณ์และวัสดุฝัง เช่น ท่อประปา ท่อร้อยสายไฟ วงกบประตู วงกบหน้าต่าง ปลั๊กไฟตามแบบที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นก็จะทำการวางเหล็กเส้นแบบกั้นข้างไปตามแนวที่กำหนดเพื่อให้คอนกรีตคงรูปร่างตามแบบแม่พิมพ์หล่อ

3.วางเหล็กเสริม (Placing) และเทคอนกรีต (Pouring)

วางเหล็กเสริม (Placing)และชิ้นส่วนฝังในเนื้อคอนกรีต (Placing) โดยนำตะแกรงเหล็กและเหล็กเสริมคอนกรีตต่าง ๆ วางลงในแบบแม่พิมพ์หล่อคอนกรีตสำเร็จรูป จากนั้นจึงตรวจสอบความถูกต้องของเหล็กและชิ้นส่วนฝังในทุกชิ้นให้ครบถ้วนและได้ระยะตามแบบก่อสร้างที่ออกแบบไว้จากซอฟท์แวร์วิศวกรรม ในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องว่าแบบหล่อถูกประกอบยึดกันแน่นหนาแข็งแรง และไม่มีรอยรั่วเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์ จากนั้นก็ทำการเทคอนกรีตสดเทลงในแบบแม่พิมพ์หล่อคอนกรีตสำเร็จรูปให้เต็ม พร้อมทั้งการเขย่าหรือจี้คอนกรีตสดให้เนื้อแน่นเต็มแบบ

4. ขัดหน้าชิ้นงาน (Troweling)

เมื่อคอนกรีตแข็งตัวเบื้องต้นจะทำการขัดหน้าชิ้นงานให้เรียบมันตามระดับความเรียบที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการทาสี หรือติดวอลเปเปอร์ และดำเนินการปาดหน้าคอนกรีตให้เรียบเพื่อปรับความหนาของแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปให้เท่ากันตลอดทั้งแผ่นให้ได้ตามระดับความหนาของชิ้นงานที่ได้มาตรฐาน

5. บ่มชิ้นงานคอนกรีต (Curing)

ลำเลียง Pallet ชิ้นงานเข้าบ่มคอนกรีตโดยใช้เวลาบ่มคอนกรีตประมาณ 8-10 ชั่วโมงหรือทิ้งชิ้นงานไว้ตามระยะเวลาบ่มที่กำหนด พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้เพื่อให้คอนกรีตแข็งตัวจนได้กำลังตามที่ต้องการ และไม่มีการแตกลายงาซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของพรีคาสท์คอนกรีตที่จะนำไปใช้

6. ถอดแบบแม่พิมพ์หล่อ (Shuttering Removing)

ทำการถอดแบบแม่พิมพ์หล่อคอนกรีตสำเร็จรูปออกจากชิ้นงานที่แข็งตัวแล้วและยกออกไป จากนั้นตรวจสอบความสมบูรณ์และขนาดของชิ้นงานอีกครั้ง ถ้าหากพบความบกพร่องก็จะต้องรีบทำการแก้ไข

7. ยกชิ้นงานเก็บ (Tilting) และเก็บรักษาชิ้นงาน (Storage) รอการขนย้าย

ยกโต๊ะ Pallet จากเดิมที่เป็นแนวราบให้เป็นแนวตั้ง 85 องศา เพื่อถอดชิ้นงานออกในแนวดิ่งและบรรจุชิ้นงานที่สมบูรณ์ลงในกล่องเก็บและย้ายไปเก็บรักษาไว้ในพื้นที่เก็บและรอการขนย้ายไปสถานที่ก่อสร้าง

          จากขั้นตอนทั้งหมดจะเห็นได้ว่าขั้นตอนการผลิตชิ้นงานพรีคาสท์คอนกรีตนั้นถูกออกแบบมาอย่างดีจึงใช้เวลาไม่นานและได้ชิ้นงานปริมาณมาก ผู้ใช้พรีคาสท์คอนกรีตจึงมั่นใจได้ว่าชิ้นที่ส่งมอบจากผู้ผลิตพรีคาสท์คอนกรีตที่เชี่ยวชาญจะมีคุณภาพที่ดี มีมิติ ตำแหน่งที่ถูกต้อง คงทนแข็งแรง ไม่เสียเวลาและต้นทุนแฝงในการซ่อมแซมเพิ่ม รวมทั้งยังสามารถฝังวัสดุเข้าไปในชิ้นงานได้เลย ไม่ต้องกรีดผนังซ้ำ หมดปัญหาการก่อสร้างขาดตอน งานเสร็จทันเวลากำหนดอย่างแน่นอน

เราได้รับข้อมูลการสั่งซื้อของท่านแล้ว ระบบจะส่งใบเสนอราคากลับไปทางอีเมล
ขอบคุณที่เลือกใช้บริการจากเรา SPP GLOBAL

เราได้รับข้อมูลการสั่งซื้อของท่านแล้ว ระบบจะส่งใบเสนอราคากลับไปทางอีเมล ขอบคุณที่เลือกใช้บริการจากเรา SPP GLOBAL

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ มีการใช้คุกกี้เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและปรับปรุงการใช้งานเว็บไซต์
โปรดกด "อนุญาต" หากคุณยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา